14797138766

     นอกจากปัจจัยที่จะเป็นพื้นฐานในการดำรงชีพของมนุษย์แล้ว ดูเหมือนแสงสว่างก็เป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงสว่างที่มาจากธรรมชาติซึ้งเป็นสิ่งที่มนุษย์เราได้ฟรีๆ โดยไม่เสียสตางค์ ดังนั้น เราจึงควรใช้ประโยชน์จากแสงธรรมชาติให้มากที่สุด การนำแสงจากธรรมชาติมาช่วยอำนวยความสะดวกให้ความสว่างในเวลากลางวันนั้น เป็นการประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้าทางตรง แต่เราไม่สามารถนำแสงจากธรรมชาติมาใช้งานได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลากลางคืน เราจึงจำเป็นต้องพึ่งแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้า การวางแผนการดำเนินชีวิตให้เข้ากับเวลาและความต้องการในการใช้แสงสว่าง จึงเป็นส่วนสำคัญในการช่วยประหยัดพลังงานเพราะการเผาผลาญพลังงานก็คือการใช้พลังงานผลิตเพื่อมาใช้ในระบบไฟฟ้าแสงสว่างทั้งนี้ ก็เพื่อการดำรงชีพนั่นเอง การใช้ไฟฟ้าหรือแสงสว่างอย่างประหยัดมีมากมายหลายวิธี แต่วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเราเอง เช่น ไม่เปิดไฟในบริเวณใกล้หน้าต่างในตอนกลางวัน หรือในบริเวณที่มีแสงสว่างส่องถึง ปิดไฟทุกครั้งหลังเสร็จจากการใช้งานหรือเปิดไฟส่องสว่างเฉพาะพื้นที่จำเป็นสำหรับการใช้งานเท่านั้น นอกจากนี้ การทำความสะอาดหลอดไฟอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหลอดไฟได้เป็นอย่างดี นอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นแล้ว การเลือกอุปกรณ์ ไฟฟ้ายังสามารถช่วยประหยัดไฟฟ้าและช่วยให้ลดการใช้พลังงานได้อย่างมากเช่นกัน เช่น หลอดไส้ธรรมดา (in candescent lamp) ที่เราคุ้นเคยกันอยู่ทุกวันนี้ แม้จะเป็นหลอดไฟราคาถูกติดตั้งได้ง่าย แต่อายุการใช้งานจะสั้นมาก และพลังงานความร้อนที่ใช้ผลิตแสงสว่างก็ถูกเผาผลาญไปเป็นความร้อนกว่า 90 % จึงถือได้ว่าเป็นหลอดไฟที่สิ้นเปลืองพลังงานอย่างมาก ในขณะที่หลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่า ถึง 75 % ของหลอดไส้ธรรมดา และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าถึง 10 เท่า ซึ่งถือได้ว่าเป็นหลอดประหยัดไฟอย่างมาก นอกจากนี้ ยังควรคำนึงถึงขนาดที่ต้องเหมาะสมกับพื้นที่การใช้ด้วย เพียงแค่นี้เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศ และสามารถช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศ และสามารถช่วยลดสภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย

                                                    ที่มา : https://www.sanook.com/news/

                                                               แผนกอนุรักษ์พลังงาน กองไฟฟ้า

 

tree11

 

ข้อมูลจากนิตยสารการอนุรักษ์พลังงานที่นำข้อมูลเรื่องต้นไม้กำหนดพลังงานแสงอาทิตย์มาฝากกันนะครับ จากชื่อคงรู้แล้วว่าต้องอยู่ในประเทศสิงคโปร์แน่นอน เจ้าต้นไม้ที่พูดถึงนี้เป็นต้นไม้ที่ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมสุดๆ นอกจากจะได้พลังงานแล้วยังไม่ทัศนียภาพที่สวยงามอีกด้วย

         ถ้าพูดถึงสิงคโปร์แล้วมีหลายอย่างที่ต้องนึกถึง หรือในเรื่องเหล่านั้นคือนวัตกรรมและสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว เพราะเค้าให้ความสำคัญกับทุกอย่างที่สร้างขึ้นมา และยังใส่ใจกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงานด้วย ทำให้สิงคโปร์นั้นได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางแห่งเทคโนโลยีการออกแบบเมืองและสร้างพื้นที่สีเขียวในอาคารแห่งภูมิภาคเอเชียเลย

           และเจ้าต้นไม้พลังงานแสงอาทิตย์ที่ผมมาเล่าให้ฟังนี้ก็คือหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่สอดแทรกและผสมผสานด้วยเทคโนโลยี เป็นสวนพฤกษศาสตร์ริมอ่าว มารีน่าขนาดใหญ่บนเนื้อที่ 101 เอเคอร์ ซึ่งที่นี่ได้รวบรวมพันธุ์ไม้ต่างๆทั่วทุกมุมโลกมาจัดแสดงไว้ครับ ซึ่งต้นไม้ที่ผมนำมาฝากกันในวันนี้มีชื่อว่าซูปเปอร์ทรี เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีความสูง 25-50 เมตรเลยล่ะครับ มีจำนวนทั้งสิ้น 18 ต้น ออกแบบมาให้เป็นสวนแนวตั้งขนาดมหึมา ปกคลุมด้วยไม้เลื้อยเขตร้อน พืชอิงอาศัย และเฟิร์นเมืองร้อน ซูปเปอร์ทรีนั้นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของสิงคโปร์ ซึ่งความพิเศษของต้นไม้ยักษ์เหล่านี้ก็คือ ด้านบนของมันออกแบบมาให้ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ไว้จำนวน 11 ต้น สำหรับเปลี่ยนเป็นพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้าในระบบแสงสว่างของบริเวณจัดแสดงงาน และยังใช้พลังงานเหล่านี้ควบคุมการใช้น้ำในการจัดแสดงอีกด้วย ยังไม่หมดเพราะมันยังถูกออกแบบให้รองรับน้ำฝนเพื่อใช้ในการรดน้ำต้นไม้อีกด้วย

ที่มา/แหล่งข้อมูล http://theweplant.blogspot.com                                     

แผนกอนุรักษ์พลังงาน กองไฟฟ้า

 

ps600

 

อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
1. แผงโซลาร์เซลล์ตามขนาดที่ต้องการ
2. ปั๊มน้ำ DC หรือ ปั๊มน้ำใช้แบตเตอรี่
3. เครื่องควบคุมการชาร์จและจ่ายไฟในระบบสูบน้ำ
4. แบตเตอรี่

หลักการทำงานแผงโซล่าเซลล์จะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วทำการประจุ (ชาร์จ)เข้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่เพื่อรอจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ปั๊มน้ำต่อไป โดยมีตัวController เป็น ตัวควบคุมการชาร์จและใช้กระแสไฟฟ้าทั้งหมดในระบบ ปริมาณน้ำที่ได้ในการสูบแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับปริมาณกระแสไฟฟ้าที่มีใน แบตเตอรี่

 

7d8074711d62d91ade0dc136d803f96a

 

การเสื่อมเสียของหลอดเรืองแสงมีหลายประการ ดังต่อไปนี้

-         หลอดไฟ จุดติดยาก สาเหตุเพราะแรงโวลต์ส่งเข้าจุดหลอดต่ำเกินไป หรือ สตาร์ทเตอร์ เสีย (ภายใน) และเพราะหน้าสัมผัสของขั้วหลอดที่เสียบลงไป สัมผัสไม่ดี

-         อย่าเปิดใช้ และดับบ่อย ๆ โดยไม่จำเป็น เพราะวัตถุที่ฉาบไว้ที่ คะโทด (Cathode) จะเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าที่ควร

-         ใช้ บัลลาสต์ ผิดขนาดจะทำให้ หลอดเสียเร็ว หรือ จุดไม่ติด หรือ หลอดเสียเพราะกระแส ไฟฟ้า ที่ไหลผ่านหลอดผิดขนาดที่หลอดไฟต้องการ

-         ไส้หลอดไฟคงติดไฟอยู่แม้ดับสวิชไฟแล้ว (สังเกตได้) ถ้าเป็นหลอดใหม่เป็นเพราะการต่อสายวงจรผิด ถ้าเป็นหลอดเก่า เกิดจากสตาร์เตอร์ชอร์ทเซอกิต (Short circuit) ภายใน

-         หลอดไฟกระพริบ ๆ เป็นเครื่องหมายว่าจะหมดอายุแล้ว ถ้าเป็นหลอดใหม่อาจจะเป็นเพราะสตาร์เตอร์ จงเปลี่ยนเสียใหม่ หรือ หลอดไฟไม่ดีให้เปลี่ยนเสียใหม่

-         แรงโวลต์ต่ำมาก ก็ทำให้หลอดกระพริบ , บัลลาสต์ เล็กกว่าขนาด ก็เช่นเดียวกัน หรือมี   อากาศเย็นเป่าอยู่ที่หลอดมากเกินไปก็กะพริบ หรือ ไม่ติดสว่าง อย่าให้กระพริบนาน ๆ   เดี๋ยวบัลลาสต์จะไหม้

-         ปลายหลอดไฟดำ อาจจะเป็นได้ทั้งปลายเดียวหรือทั้ง 2 ปลาย ค่อย ๆ ขยายยาวออกไป 2-3 นิ้ว แสดงว่าหลอดไฟเสื่อมคุณภาพแล้ว (ปลายหลอดไฟดำ นิดหน่อยแต่หลอดไฟไม่เสียนั้น เป็นเพราะไอปรอทจับอยู่ภายใน)

-         แสงไฟหมุนเป็นเกลียว (Swirling) มักจะเป็นแก่หลอดไฟใหม่บางหลอด อาการเช่นนี้จะหายไปเองเมื่อเปิดปิดใช้ตามปกติ ไปนานพอสมควร บางทีอาการนี้อาจจะเกิดขึ้นแก่หลอดไฟที่ใช้มาแล้วและ หายไปเองก็มี ถ้าไม่ยอมหายก็เปลี่ยนหลอด เหตุที่แสงเป็นเกลียวเพราะว่าการอุ่น คะโทด (Cathode) ให้อิเล็กตรอนกระจายภายในหลอดไฟน้อยไป เนื่องจากสตาร์เตอร์ เริ่มทำงานผิดปกติ

-         การรบกวนวิทยุ หลอดไฟใช้กระแสสลับมีบ้างเล็กน้อย แต่ใช้กับกระแสไฟฟ้าตรงจะมีมากกว่า เพราะหลอดเรืองแสงส่งคลื่นวิทยุออกมาภายนอกได้ และคลื่นนี้จะไปรบกวนคลื่นวิทยุโดยประการแรก คลื่นที่หลอดไฟเข้าสายอากาศโดยตรง ประการที่สอง คลื่นจากวงจรของหลอดไฟเข้าไปที่สายอากาศเครื่องรับโดยตรง ประการที่สาม ผลสะท้อน (Feed back) ซึ่งไปตามเส้นลวด วิธีแก้ ใช้คาปาซิเตอร์ฟิลเตอร์ (Capacitor filter) ซึ่งเป็นอีกชิ้นหนึ่งที่เขาสร้างขึ้นสำหรับประกอบกับวงจรในบ้าน

ที่มา/แหล่งข้อมูล http://www.mlnlighting.com                                          

แผนกอนุรักษ์พลังงาน กองไฟฟ้า

 

 

71eb99134fba5b8e17b65de791751ea3

     ปัจจุบันปัญหาขยะเป็นปัญหาหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดความรำคาญกับประชาชน และเกิดความยากลำบากแก่ภาครัฐในการกำจัดขยะ เนื่องจากปริมาณขยะที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปีทั้งขยะที่ย่อยสลายได้พวกเศษอาหารและขยะอินทรีย์ รวมถึงขยะที่ย่อยสลายยากเช่น ขยะพลาสติกโดยหากนำไปฝังกลบต้องใช้เวลากว่า 500 ปีกว่าจะย่อยสลาย โดยกรมควบคุมมลพิษระบุว่าประเทศไทยมีขยะพลาสติกเกิดขึ้นประมาณปีละ 2.7 ล้านตันและมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆแต่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้เพียงปีละ 0.7 ล้านตันหรือประมาณร้อยละ26 ที่เหลือเป็นการทำลายด้วยการฝังกลบหรือเผาทิ้ง ซึ่งทำให้เกิดมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

     หากเรามาลองดูโครงสร้างทางเคมีของขยะพลาสติกพบว่ามีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเช่นเดียวกับน้ำมันเชื้อเพลิง และเราจะพบโครงสร้างของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนแบบนี้ในขยะที่ทำจาก โพลิเมอร์ เช่น พลาสติก ยางสังเคราะห์ที่เป็นส่วนประกอบหนึ่งของยางรถยนต์ โดยเม็ดพลาสติกที่นำมาขึ้นรูป นั้นทำมาจากปิโตรเลียม ที่ผ่านกระบวนการพอลิเมอไรเซชั่น (Polymerization) จึงขอเรียกรวมขยะเหล่านี้ว่า “ขยะปิโตรเลียม” หรือเรียก “ขยะปิโตรเคมี” ก็ได้เช่นเดียวกัน จึงเกิดปัญหาขึ้นว่าในเมื่อกำจัดหรือทำลายขยะพวกนี้แล้วจะทำให้เกิดมลภาวะเราจึงควรมีวิธีการอย่างไรที่จะใช้ประโยชน์จากขยะเหล่านี้ ซึ่งก็ไม่หมดหวังซะทีเดียวเนื่องจากในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงได้จากขยะปิโตรเลียมแล้ว

เทคโนโลยีที่นำมาใช้กับขยะปิโตรเลียม เพื่อให้ได้พลังงานแปรรูปที่มีค่าความร้อนสูง เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง นั้น เรียกว่ากระบวนการ PGL ซึ่งย่อมาจาก กระบวนการย่อย 3 กระบวนการ คือ กระบวนการไพโรไลซิส(Pyrolysis) กระบวนการแก๊สซิฟิเคชั่น(Gasification) และกระบวนการลิควิแฟกชั่น(Liquefaction) แต่กระบวนการที่มีความน่าสนใจสำหรับหัวข้อนี้คือ กระบวนการไพโรไลซิส(Pyrolysis) ซึ่งจะให้ก๊าซและน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นผลิตภัณฑ์ โดยกระบวนการนี้เป็นการให้ความร้อนเพื่อการแตกตัวหรือสลายตัวของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เป็นองค์ประกอบของขยะปิโตรเลียมให้มีโมเลกุลที่เล็กลงที่อุณหภูมิ 400-500 องศาเซลเซียส ภายใต้สภาวะไร้ออกซิเจน โดยจะได้ผลิตภัณฑ์ ดังนี้ 1. ก๊าซที่มีคุณสมบัติคล้ายก๊าซธรรมชาติ 2. ของเหลว คือ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ประกอบไปด้วย น้ำมันก๊าด น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา และน้ำมันหนัก ผสมรวมกันอยู่ 3. ของแข็ง คือ ถ่านชาร์ หรือ Carbon black สามารถนำไปทำถ่านอัดแท่งเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงได้